แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อสุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพื่อสุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

ตะขบหลังบ้านต้นไม้ที่มากประโยชน์ เป็นต้นไม้ของฝรั่งหรือนี่ !!



ต้นตะขบหลังบ้าน เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างที่เจ้าของบ้านไม่ตั้งใจ  โตมาได้เพราะนกมาถ่ายเมล็ดทิ้งไว้หรือไม่ก็ลูกตะขบของเพื่อนบ้านร่วงลงมา   ตะขบเป็นต้นไม้ยืนต้นที่เจริญเติบโตง่ายมาก  ตัดแล้วตัดอีก เดี๋ยวเดียวก็แตก  ที่บ้านทีตะขบหลายต้น แต่ยอมแพ้ ยอมให้เติบโตเป็นต้นตะขบใหญ่เพียงต้นเดียวมีอายุประมาณ 3 ปี  ด้วยความที่ตะขบโตง่ายมาก  บ้านสวนแทบจะทุกบ้านในซอยมีต้นตะขบไว้เป็นร่มเงา  (อย่างน้อยก็ทำให้ใต้ต้นไม่มีหญ้าขึ้นรก)  เลยคิดไปเองว่าตะขบผลเล็กๆแดงๆ  รสหวานหอม  ชื่นใจ เป็นต้นไม้ประจำถิ่นของไทย

ความจริงแล้ว ต้นตะขบที่อยู่หลังบ้าน  ที่มีผลเล็กๆ สีแดง  (red berries)  มีชื่อเรียกว่า   ตะขบฝรั่ง หรือ Calabur หรือ Manila cherry  มีชื่อวิทยาศาสตร์เป็น  Muntingia calabura  L. เป็นพืชในวงศ์  TILICEAE  เป็นพืชพันธุ์พื้นเดิมที่มาจากทวีปอเมริการใต้  ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศคล้ายคลึงกับบ้านเรา  ตะขบฝรั่งจึงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทยตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงนราธิวาสเลยทีเดียว  ( แต่ไม่ทราบว่าเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร)


หน้าร้อนตะขบฝรั่งหลังบ้านออกผลดกเป็นพิเศษ ทั้งคน ทั้งนก กินกันไม่ทัน  ผลร่วงเกลื่อนใต้ต้น  ก็ปล่อยให้เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตในดินไป  แต่ละวันวลาเดินผ่านต้นตะขบต้นนี้ ฉันก็จะเอื้อมไปเก็บตะขบลูกแดงจัดๆ มา 4-5 ลูก  ล้างน้ำ แล้วก็กินสดๆ ไม่น่าเชื่อว่า ผลตะขบหวาน หอมชื่นใจจริงๆ โดยไม่ต้องแช่ในตู้เย็น  แถมยังปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง เพราะตะขบเป็นต้นไม้ที่ไม่มีศัตรูใดๆ (ยกเว้นคนที่พยายามจะตัด)  เพราะฉะนั้นวันนึงฉันเลยเดินผ่านต้นตะขบหลายรอบ

ที่บ้านหันมาใช้เตาถ่าน  เดิมเราก็ไปซื้อถ่านไม้เบญพรรณมาใช้  แต่ตอนนี้เราหันมาใช้กิ่งไม้จากต้นไม้ในบ้าน  ที่บ้านต้นไม้ที่มีมากที่สุดคือกระถิน และตะขบ  เราเลยใช้กิ่งไม้ตะขบและกระถิมาเป็นฟืน  กิ่งตะขบจะติดไฟได้ง่ายกว่ากระถิน จึงเป็นเชื้อไฟได้ดีกว่า พอติดไฟเราจึงใช้ไม้กระถิน

นอกจากความร่มรื่นแล้ว ประโยชน์ทางจิตใจที่บ้านเราได้จากต้นตะขบฝรั่งก็คือ บ้านเราไม่เคยว่างเว้นจากนกหลากหลายชนิด ที่มาเกาะกินลูกตะขบบ้าง มาเกาะพักร้อน พักเหนื่อยบ้าง มาจีบกันบ้างตลอดวัน ส่งเสียงร้องเจี้อยแจ้ว แต่ละวันมากันหลายรอบ ได้ฟังเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วตั้งแต่เช้ายันค่ำ  ฟังแล้วเพลินดี สบายใจ  


นอกจากความสุขเล็กๆที่บ้านเราได้จากต้นตะขบ(ฝรั่ง)หลังบ้านแล้ว ในทางด้านวิชาการ ต้นตะขบฝรั่งมีประโยชน์อะไรบ้าง



นิดดาและทวีทอง (2550) ได้เขียนไว้ในหนังสือ ว่า   ผลตะขบฝรั่งเมื่อสุกรับประทานได้ รสหวานเย็นหอม บำรุงกำลัง ทำให้ชุมชื่นใจ ส่วนต่างๆ ของต้นสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรได้ดังนี้ 
เปลือก   ใช้ต้มกินเป็นยาระบาน  แก้โรคผิวหนัง 
ราก    แก้เสมหะ  โรคผิวหนัง  แก้ผื่นคันตามตัว
ต้น    เนื้อไม้ใช้ขับไส้เดือน แก้ตานขโมย แก้ท้องร่วง บิดมูกเลือด แก้ไข้หวัด แก้ปวดศรีษะ
ใบ    มีรสฝาดเอียน ขับเหงื่อ
ดอก   นำดอกแห้งมาชงเป็นยาแก้ปวดศรีษะ ลดไข้ แก้หวัด แก้ปวดเกร็งในทางเดินอาหาร 
     ต้มรวมกับสมุนไพรชนิดอื่นช่วย ขับระดู แก้โรคตับอักเสบ
ผล    ใช้รับประทานเล่น รสหวาน หอม

จากการศึกษาสารสกัดจากผลตะขบฝรั่งของ Preethi และคณะ (2012) พบว่าผลตะขบมีฤทธิ์ช่วยแก้อาการอักเสบ (anti-inflammatory activity) และต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant activity)  ขณะที่ดอกมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ (antiseptic activity) แก้ปวดศรีษะ แก้หวัด  ใช้ในการรักษาอาการกล้ามเนื้อท้องปวดเกร็ง ( abdominal cramps and spasms

ขณะที่ Zakaria และคณะ (2014) พบว่าในสารสกัดใบของตะขบฝรั่งที่สกัดด้วยเมทานอลมีสารที่มีฤทธิ์ในการดูแลระบบทางเดินอาหาร (gastroprotective activity) และเมื่อนำสารสกัดใบตะขบฝรั่งมาทดสอบในหนูพบว่า สารสกัดดังกล่าวสามารถช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ เมืื่อหนูได้กินสารสกัดใบตะขบปริมาณ 500 mg/kg นอกจากนี้สารสกัดใบตะขบฝรั่งยังมีฤทธิ์ลดสารคัดหลั่ง ( anti-secretory activity) จึงใช้ลดน้ำมูก แก้หวัด   มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ( antioxidant activity)  มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammatory activitัy)   ทั้งนี้เนื่องจาก ใบใบตะขบประกอบด้วยสารพฤษเคมี tannins, saponins และ flavonoids (เช่น rutin, quercitrin, fisetin และ dihydroquercetin)

อ้างอิง

นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์. ตะขบฝรั่ง ใน ผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน. กทม. แสงแดด. 2550 หน้า 73

Kathirvel Preethi, Paramasivam Premasudha, Kittusamy Keerthana. 2012. Anti-inflammatory Activity of Muntingia calabura FruitsPharmacognosy Journal. 4(30):51-56.


Zainul Amiruddin Zakaria, Tavamani Balan, Velan Suppaiah, Syahida Ahmad, Fadzureena Jamaludin. 2014. 

Mechanism(s) of action involved in the gastroprotective activity of Muntingia calabura. Journal of Ethnopharmacology151(3): 1184–1193.


    

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คุณค่าน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ (Rose oil)



น้ำมันหอมระเหยกุหลาบ (Rose Oil)

น้ำมันหอมระเหยเป็นสารอินทรีย์ที่มีกลิ่นระเหยได้  พืชได้สร้างน้ำมันหอมระเหยไว้ในเซลล์พิเศษในผนังเซลล์  ในต่อมหรือท่อภายในพืชเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น เป็นเกราะป้องกันการระเหยของน้ำ (ในกรณีที่มีสภาพอากาศร้อน) การไล่แมลงที่เป็นศัตรู และการล่อแมลงให้ช่วยผสมเกสร  น้ำมันหอมระเหยเกิดขึ้นมาจากกระบวนการเจริญเติบโต (metabolism) โดยมีปริมาณและชนิดของสารประกอบแตกต่างกันไปตามส่วนต่างๆของพืช เช่น ดอกจะให้กลิ่นหอมมากที่สุด  ได้แก่ ดอกมะลิ  ดอกกุหลาบ ส่วนของใบ เช่น กระเพรา  โหระพา  มิ้นต์  คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ดิน ภูมิอากาศ  อุณหภูมิ  ปริมาณน้ำฝน  ความสูงจากระดับน้ำทะเล  การเก็บเกี่ยว เทคนิคและวิธีการสกัด องค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย

การผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบเริ่มต้นในศตวรรษที่ 10-17  โดยมีประเทศอิหร่านเป็นศูนย์กลาง และแพร่หลายไปยังประเทศอินเดีย  อาหรับ  อัฟริกาตอนเหนือ สเปน และฝรั่งเศส   ในต้นศตวรรษที่ 17 ขาวเตอร์ก ได้นำเข้าไปเผยแพร่ในประเทศทางคาบสมุทรบอลข่าน  โดยเฉพาะประเทศบัลแกเรีย  ซึ่งได้เริ่มผลิตเป็นอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบกลั่นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใต้การควบคุมของรัฐบาล  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบกลั่นมีราคาเป็น 2 เท่าของราคาทองคำ  และประเทศบัลแกเรียมีน้ำมันหอมระเหยกุหลาบกลั่นปริมาณมากฝากแทนเงินไว้ในธนาคารเพื่อรักษาดุลยการค้าระหว่างประเทศ

พันธุ์กุหลาบที่ปลูกในประเทศบัลแกเรียเพื่อผลิตน้ำมันหอมระเหยได้แก่ R. damasciำna Trigintipetala  ซึ่งปลูกกันมานานกว่า 200 ปีมาแล้ว  โดยปลูกที่หุบเขา Toundja ในเนื้อที่กว้าง 16-48 กิโลเมตร ยาว 130  กิโลเมตร และมีตำบล Kazanlik Stora, Zagora และ Karlow เป็นศูนย์กลางของการกลั่นน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ  การปลูกมีการปลูกโดยปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ไม่มีการตัดแต่งกิ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ดอกกุหลาบมีกลิ่นหอมจัด  การเก็บดอกจะเก็บในขณะที่ดอกแย้มตอนเช้าตรู่ และรีบนำดอกกุหลาบไปกลั่นทันที  ถ้าทิ้งดอกที่เก็บมาจากต้นไว้เพียง 1-2 ชั่วโมง ปริมาณน้ำมันหอมระเหยจะลดลง นอกจากนี้อากาศและแสงแดดจะทำให้คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยลดลงอีกด้วย

ที่เมือง Anatolia ประเทศตุรกี เป็นอีกประเทศที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบจากกุหลาบสายพันธุ์ R. damascena เช่นเดียวกัน แต่น้ำมันหอมระเหยกุหลาบที่ผลิตได้มีคุณภาพด้อยกว่าน้ำมันที่ผลิตได้จากประเทศบัลแกเรีย  ทั้งนี้เป็นเพราะอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเพาะปลูกเช่นระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล  ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น หรือลักษณะดิน เป็นต้น

พันธุ์กุหลาบที่สามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยได้

กุหลาบ (Rase spp.) เป็นพืชในวงศ์ Rosaceae สกุล Rosa L. ซึ่งทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 125 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในเอเชียประมาณ 95 ชนิด อีก 18 ชนิดอยู่ในสหรัฐอเมริกา และที่เหลืออยู่ในยุโรปหรือทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอัฟริกา  นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ลูกผสมอีกนับหมื่นพันธุ์ ซึ่งสามารถจำแนกได้ 5 กลุ่มได้แก่

Hybrid Tea: เป็นกุหลาบที่มีดอกขนาดใหญ่ที่สุด ก้านดอกยาว ปกติแล้วแต่ละก้านจะมีเพียง 1 ดอก

Floribunda: เป็นกุหลาบที่ออกดอกหลายดอกในหนึ่งช่อ

Geandiflora: กุหลาบกลุ่มนี้จะออกดอกเป็นช่อดอกคล้ายกุหลาบกลุ่ม Floribunda แต่มีดอกขนาดใหญ่กว่า  แต่รูปทรงดอกคล้ายกลุ่ม Hybrid Tea

Miniature: กุหลาบกลุ่มนี้คนไทยเรียก "กุหลาบหนู" มีต้นและใบขนาดเล็ก เป็นกุหลาบย่อส่วนลงมาจึงเหมาะสมสำหรับเป็นไม้กระถาง

Climber: เป็นกุหลาบเลื้อย เป็นพันธุ์กุหลาบที่มีกลิ่นหอมเช่น กุหลาบมอญ  กุหลาบพันธุ์ Eiffer Tower, Miranda, Alec's Red หรือพันธุ์ Home Sweet Home เป็นต้น

กุหลาบแต่ละสายพันธุ์มีกลิ่นหอมแตกต่างกันออกไป เช่นกุหลาบ R. damascene และ R. centrifolia มีกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบสด  กุหลาบ R. moschata และ R. rugosa มีกลิ่นเครื่องเทศ  กุหลาบ Harmonie และ Double delight มีกลิ่นผลไม้  และกุหลาบ Lady Hillingdon มีกลิ่นชา เป็นต้น การผสมพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ดอกกุหลาบที่มีรูปทรงดี สีสวยทนนานหรือมีความแปลกใหม่แต่คุณค่าในทางให้ผลผลิตน้ำมันหอมระเหยยังอยู่ในขั้นต่ำ  ดังนั้นในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบจึงยังใช้ดอกกุหลาบเพื่อผลิตน้ำมันหอมระเหยเพียง 3 สายพันธุ์หลักคือ R. damascene, R. centrifolia และ R. gallica และสายพันธุ์อื่นๆที่นิยมใช้เป็นกุหลาบที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์กันระหว่างพันธุ์ R. damascene, R. centrifolia
R. gallica และ R. pannomica

กลิ่นหอมของดอกกุหลาบถูกผลิตจากต่อมกลิ่น (scent gland) ซึ่งอยู่บริเวณผิวด้านนอกของกลีบดอก กลีบเลี้ยงและฝักอ่อน  ต่อมกลิ่นมีขนาดเล็กมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มองดูคล้ายกำมะหยี่  มีหน้าที่ในการผลิตสารหอมเพื่อใช้ในการล่อแมลง

ปริมาณและลักษณะของน้ำมันกุหลาบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่  สภาพอากาศ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ลักษณะของดอกกุหลาบ  ชนิดของหม้อกลั่นและวิธีการกลั่น  วิธีการผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบที่นิยมทำกันอยู่ในปัจจุบันมี 2 วิธีคือการกลั่น (Distillation) และ การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent extraction) วิธีการกลั่นที่นิยมมี 2 วิธีคือวิธีการกลั่นโดยตรงและการกลั่นด้วยไอน้ำ น้ำมันหอมระเหยกุหลาบที่ผลิตเป็นการค้าในปัจจุบันนี้มีกลิ่นหอมหวานของดอกกุหลาบสดที่มีความหอมมาก และหอมทนนาน  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบมีการซื้อขายกันในราคาสูงเนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ต้องใช้เทคนิคต่างๆประกอบกันจึงจะได้เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพดี

การผลิตน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ  

ดอกกุหลาบสดประมาณ 2,000-4,000 กิโลกรัม หรือดอกกุหลาบประมาณ 5 ล้านดอก จึงจะได้น้ำมันหอมระเหย 1-4.5 กิโลกรัม (2.24-10 ปอนด์) ในปี 2535-2537 ประเทศสหรัฐอเมริกานำเข้าน้ำมันหอมระเหยกุหลาบในราคาปอนด์ละ 130,000-250,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบการกลั่นว่าจะเป็นการกลั่นโดยตรงหรือเป็นการกลั่นด้วยน้ำ น้ำมันหอมระเหยกุหลาบที่ได้จากการกลั่นมีลักษณะสีเหลืองใสและเปลี่ยนเป็นสีเขียใหรือสีน้ำตาลอ่อน มีลักษณะเหนียวที่อุณหภูมิห้อง มีกลิ่นหอมหวานของกุหลาบสดและหอมทนนาน

วิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยกุหลาบอีกวิธีที่ทันสมัยกว่าการกลั่นด้วยไอน้ำคือการสกัดด้วยตัวทำละลาย ตัวทำละลายที่นิยมใช้คือปิโตรเลียมอีเทอร์  การสกัดด้วยวิธีนี้จะได้น้ำมันหอมระเหยที่มีลักษณะเป็นยางเหนียว สีน้ำตาลเข้มใส  มีกลิ่นหอมแรง แรงกว่าน้ำมันหอมระเหยกุหลาบที่ได้จากการกลั่นมากและมีกลิ่นเครื่องเทศเจืออยู่ น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดด้วยวิธีนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า "absolute"  การสกัดด้วยวิธีนี้ต้องใช้ดอกกุหลาบประมาณ 500 กิโลกรัมจึงจะได้ absolute 1 กิโลกรัม  มีราคาซื้อขายกันในปี 2516 ในราคาปอนด์ละ 48,000 บาท

สรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ

น้ำมันหอมระเหยกุหลาบมีสรรพคุณมากมาย ความหอมในน้ำมันหอมระเหยกุหลาบเหมาะสำหรับการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง น้ำหอม ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดูแลผิวพรรณทุกชนิด นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยกุหลาบยังมีประโยชน์ในด้านการบำบัด ช่วยลดความเครียดทุกชนิดได้เป็นอย่างดี  ประโยชน์ของน้ำมันกุหลาบมีมากมาย แต่สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ดูแลผิวพรรณและเป็นน้ำหอม
น้ำมันหอมระเหยกุหลาบมีสรรพคุณและมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในด้านเป็นยาฆ่าเชื้อ ต้านการเจริญของแบคทีเรียและต้านการอักเสบ  ด้วยสรรพคุณนี้จึงทำให้น้ำมันกุหลาบเป็นตัวยาที่ทรงคุณค่าสำหรับบำบัดอาการอักเสบ  อาการระคายเคืองและการติดเชื้อที่ผิวหนังทุกชนิดตั้งแต่บำบัดแผลที่เกิดจากของมีคมเล็กๆน้อยๆ  โรคปากนกกระจอก โรคผื่นพุพอง ตลอดจนโรคผื่นคันทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาปวดอ่อนๆ เป็นยาสมานแผลและฟื้นฟูประสิทธิภาพของเซลล์เนื้อเยื่อ เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์หรือให้ความชุ่มชื้นกับผิว  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบจึงถูกใช้ในการบำบัดสภาพผิวแห้ง ชะลอความแก่ให้ผิวหนังโดยรวม และเป็นยาดับกลิ่น นิยมใช้เป็นส่วนผสมในโลชั่น และแป้งทาตัว

2. บำบัดความเครียด
น้ำมันหอมระเหยกุหลาบช่วยบรรเทาความเครียด  ช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดระดับความดันของเลือด มีประสิทธิภาพในการต้านอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ประสาทผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

3. ส่งเสริมความสามารถในการมีบุตร
กลิ่นหอมเย้ายวนรัญจวนใจของดอกกุหลาบ มีสรรพคุณกระตุ้นอารมณ์เพศ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสตรีที่มีปัญหาเย้นชาทางเพศ  นอกจากนี้กุหลาบยังมีชื่อเสียงในด้านการเพิ่มจำนวนอสุจิในเพศชาย รวมทั้งช่วยบำบัดปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพสในผู้ชายได้อีกด้วย

การใช้และการเก็บรักษาน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ

น้ำมันหอมระเหยกุหลาบบริสุทธิ์โดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองแก่ผิวหนัง ไม่ไวต่อการสัมผัสและไม่เป็นสาร phototoxin (สารพิษที่เกิดจากสารที่ทำปฏิกิริยากับแสง)  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบจึงเป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีความปลอดภัยสูงมากชนิดหนึ่ง เพราะมีระดับความเป็นพิษต่อผิวหนังต่ำมาก แต่ก็ไม่ควรใช้ทาผิวเด็กวัยต่ำกว่า 18 เดือนโดยตรง รวมทั้งสตรีในช่วงตั้งครรภ์ก็ควรใช้เฉพาะน้ำมันหอมระเหยที่เจือจางแล้วเท่านั้น

การเก็บรักษาน้ำมันหอมระเหยกุหลาบบริสุทธิ์ไว้ในภาชนะที่เป็นแก้วทึบแสง มีฝาปิดสนิทแน่น  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบบริสุทธิ์สามารถทำปฏิกิริยากับพลาสติกบางชนิดได้ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงการบรรจุน้ำมันหอมระเหยกุหลาบบริสุทธิ์ในภาชนะพลาสติก

ตั้งวางน้ำมันหอมระเหยกุหลาบไว้ในที่ๆไม่โดนแสงสว่างและความร้อน รวมทั้งต้องวางไว้ในที่ๆเด็กเอื้อมไม่ถึงหรือให้อยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยง  น้ำมันหอมระเหยกุหลาบต่างจากน้ำมัน
หอมระเหยชนิดอื่นๆตรงที่สามารถพัฒนาและเพิ่มความเข้มข้นให้ตัวเองเมื่อเวลาผ่านไปได้

**********************
ที่มาข้อมูล

ณกัญภัทร  จินดา. 2550. เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคโนโลยีน้ำมันหอมระเหย. คณะอุตสาหกรรมเกษตร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิตามิน อี....วิตามินแห่งการสืบพันธุ์

หลายคนคงไม่คิดว่าวิตามินที่มีหน้าที่ช่วยในการสืบพันธุ์โดยตรงคือ วิตามิน อี (Vitamin E) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า "โทโคเฟอรอล" ซึ่งเป็นวิตามินที่มักเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นวิตามินสำหรับความงามที่ช่วยชลอการแก่ก่อนวัยของผิวหนัง อันเป็นหน้าที่รองของวิตามินอี

โทโคเฟอรอล มาจาก ภาษา กรีก 2 คำ คือ "โทโคส (Tokos)" ที่แปลว่า ให้กำเนิดลูก  และ คำว่า "  เฟอรอล (Pherol) " ที่แปลว่า การทำให้มี หรือ การนำพา

ตามหลักการทางเคมี วิตามินอี เป็นสารประกอบที่อยู่ในกลุ่มสารที่มีชื่อว่า "โทโค (Tocos)" ซึ่งสารในกลุ่มนี้มี 2 ชนิดคือ โทโคเฟอรอล (Tocopherols)  และ โทโคไตรอีนอล (Tocotrienol)

การค้นพบวิตามินอี เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1911 โดยรู้จักวิตามินอี ในฐานะที่เป็นสารที่ทำหน้าที่เป็น antisterility factor ในสัตว์ และในอีก 9 ปีต่อมาได้มีนักวิจัยชื่อ Matthill และ Conklin ได้สังเกตพบว่าหนูที่กินอาหารผสมนมแตาขาดวิตามินจะมีความผิดปกติด้านการสืบพันธุุ์ แต่ไม่ทราบว่าการขาดวิตามินอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้หนูมีความผิดปกติด้านการสืบพันธุ์

ในปี ค.ศ. 1922 นักวิจัยชื่อ Evans และ Bishop ได้ทดลองเติมวิตามิน เอ และ วิตามิน บี ลงในอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนให้หนูกิน พบว่า แม้ว่าจะเสริมวิตามินเอ และวิตามินบีในอาหารแล้ว หนูตัวเมียก็ยังคงแท้งลูกและเป็นหมันในที่สุด  ดังนั้นจึงได้มีการเติมผักใบเขียว  ผักกาดหอม  อัลฟาฟา และเนยเหลวเสริมในอาหารหนู พบว่าหนูไม่เป็นหมัน นั่นแสดงว่า ผักใบเขียว เนยมีสารที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อการสืบพันธุ์ของสัตว์ จึงตั้งชื่อว่า "แฟคเตอร์ เอกซ์ (Factor X)"  ต่อมาในปี ค.ศ. 1924 ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก "แฟคเตอร์ เอกซ์" เป็น วิตามิน อี (Vitamin E) โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Sure  และในปี ค.ศ. 1934 ได้มีการสกัดวิตามินอีเป็นครั้งแรกจากรำข้าวสาลี และตั้งชื่อใหม่อีกชื่อหนึ่งตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีว่า "โทโคเฟอรอล" อีก 2 ปีต่อมาจึงได้มีการสังเคราะห์วิตามินอีขึ้นมา ในรูปของ "ดี-แอล-อัลฟาโทโคเฟอรอล (dl-alpha tocopherol)" โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Karrer และเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล

การค้นพบว่า วิตามินอี มีฤทธิ์ต่อต้านปฏิกิริยาสร้างอนุมูลอิสระ (antioxidative activity) ในปี ค.ศ. 1945 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1962 ได้มีการศึกษาผลของวิตามินอีในกระบวนการเมตาบอลิซึมของสิ่งมีชีวิตและพบว่าวิตามินอีเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย  จากการต้นพบนี้นำมาสู่การประยุกต์ใช้อธิบายการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อ เซลล์ และความชรา และนำมาสู่การประยุกต์ใช้วิตามินอีในผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และ โภชนาการอย่างกว้างขวาง

วิตามินอีชนิดอัลฟา และ บีต้า ต่างกันอย่างไร

ผู้อ่านคงเคยได้เห็นวิตามินอีที่เรียกว่า "อัลฟาโทโคเฟอรอล" และ ที่เรียกว่า "บีต้าโทโคเฟอรอล"  โทโคเฟอรอลมี 4 ชนิด ค่ะ คือ "อัลฟาโทโคเฟอรอล"  "บีต้าโทโคเฟอรอล"  "แกมมาโทโคเฟอรอล" และ "เดลต้าโทโคเฟอรอล" คำว่า อัลฟา, บีต้า, แกมมา, และ เดลต้า เป็นชื่อสัญญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงลักษณะโครงสร้างทางเคมีปลีกย่อยของวิตามินอี  และการที่วิตามินอีมีโครงสร้างปลีกย่อยที่แตกต่างกันมีผลทำให้การแสดงฤทธิ์แตกต่างกันด้วย

วิตามินอีชนิดที่แสดงฤทธิ์ทางชีวภาพมากที่สุดคือ วิตามินอีชนิด แอลฟาโทโคเฟอรอล รองลงมาคือ  แกมมาโทโคไตรอีนอล   โดยวิตามินอีชนิด แอลฟาโทโคเฟอรอลมีฤทธิ์ทางชีวภาพสูงสุด 100%  ส่วนวิตามินอีชนิดแกมมาโทโคเฟอรอลและ แอลฟาโทโคไตรอีนอลมีฤทธิ์ทางชีวภาพ 30%  ขณะที่วิตามินอีชนิดเดลต้าโทโคเฟอรอลมีฤทธิ์เพียง 1.4% เท่านั้น  การแสดงฤทธิ์ของวิตามินอีขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซิเดชั่นเป็นสำคัญ


วิตามินอีชนิดที่แสดงฤทธิ์ต้านออกซิเดชันมากที่สุดคือ วิตามินอีชนิด เดลต้าโทโคเฟอรอล รองลงมาคือ  แกมมาโทโคเฟอรอล บีต้าโทโคเฟอรอล และ แอลฟาโทโคเฟอรอล ตามลำดับ

หน้าที่ของวิตามินอีในร่างกาย

แม้ว่าเราจะทราบหน้าที่ของวิตามินอี  แต่กลับไม่ทราบหน้าที่ของวิตามินอีในร่างกายไม่ชัดเจน พบว่าการแสดงฤทธิ์ของวิตามินอีในร่างกายขึ้นอยู่กับการเป็นตัวต้านออกซิเดชั่นเป็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยป้องเซลล์เนื้อเยือของร่างกายจากอนุมูลอิสระ  ป้องกันการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง  และช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง  ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็งแรง ทำให้เลือดหมุนเวียนดี จึงมีการนำวิตามินอีมาใช้รักษาอาการเส้นเลือดขอด  ความดันโลหิตสูง และ thrombophlebitis เป็นต้น

References:
ณกัญภัทร  จินดา. 2548. เอกสารประกอบการสอนวิชาเทคโนโลยีน้ำมันพืช. สาขาวิชาเทคโนโลยีทางกระบวนการเคมีและฟิสิกส์, คณะอุตสากรรมเกษตร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ
ศิริวรรณ  สุทธจิตต์. 2550. วิตามิน. สำนักพิมพ์ the knowledge center, กรุงเทพฯ. 123-143 น.
Meydani, M. 1995. Vitamin E. Lancet. 345:170-175.





วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ประวัติของวิตามินเอ และแคโรทีนอยด์


 เรารู้จักและใช้วิตามินเอ มาเป็นเวลานานแล้ว และต่างทราบกันว่า สารตั้งต้นวิตามินเอ ที่เรียกว่า 'โปรวิตามินเอ (Pro-Vitamin A)  คือแคโรทีน... เรามารู้จักที่มา และการค้นพบของวิตามินเอ และแคโรทีนกันค่ะ


วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มะลิ น้ำมันดอกมะลิ


ทำไมดอกไม้วันแม่ต้องเป็นดอกมะลิ

นั่นซิ  หลายคนคงสงสัย  เขาบอกว่าเป็นเพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาว และมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ  แถมยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงหัวใจ  ใช้เป็นส่วนผสมในยาลมอีกต่างหาก

ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะดอกไม้สีขาวที่มีกลิ่นหอม และมีสรรพคุณทางยาก็มีหลายชนิด  แล้วทำไมต้องเป็นดอกมะลิ หรือเป็นเพราะ

ราคาถูก?   ก็ไม่นะ วันนี้ดูทีวี ข่าวบอกว่าที่ปากคลองตลาดขายลิตรละ 500 บาท แพงเอาการอยู่นา

 หาง่าย ตามต่างจังหวัด มีปลูกตามหน้าบ้านกันเยอะแยะ?  ก็น่าจะจริง  ที่บ้านก็ปลูก ตอนเช้าๆ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ เก็บดอกมะลิแรกแย้ม ใส่พานไปไหว้พระ มีความสุขทั้งวัน

 มะลิ เป็นดอกไม้ที่นิยมใช้ไหว้พระ พอๆกับดอกบัว ด้วยกลิ่นหอมชื่นใจ และมีสีขาว กลีบดอกซ้อนกันพองาม  ใช้ลอยน้ำเย็นดื่มยามร้อน ก็ชื่นใจยิ่งนัก

อะไรทำให้ดอกมะลิมีกลิ่นหอม? 

         ดอกมะลิลา หรือชื่อที่เรียกกันในพวกพฤษศาสตร์ว่า Jasminum sambac  จะมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารที่ให้กลิ่นหอมและสรรพคุณทางยาหลายชนิดประมาณ 0.2-0.3% โดยน้ำหนัก  นักวิทยาศาสตร์พบว่าองค์ประกอบทางเคมีในน้ำมันหอมระเหยมะลิมีมากกว่า 100 ชนิด ที่สำคัญ ได้แก่ Benzyl acetate, Benzyl alcohol, Phenylacetic acid, Terpineol, Linalyl acetate, Methyl anthranilate, cis-jasmone, methyl jismonate, Farnesol, Linalool, และ Eugenol

         น้ำมันหอมระเหยดอกมะลิเป็นน้ำมันที่ให้กลิ่นหอมรัญจวนใจ อยู่ในกลุ่ม Middle-base note ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและยกระดับ  ช่วยให้เกิดความมั่นใจ  มองโลกในแง่ดี  จึงเหมาะสำหรับการคลายเครียด  บรรเทาอาการหดหู่อ่อนล้า ให้กลับสู่สภาวะสมดุล   เป็นน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้ในเครื่องสำอางประทินผิว เนื่องจากนอกจากจะให้กลิ่นหอมแล้ว ยังเหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวแห้ง

ในทางยา น้ำมันหอมระเหยมะลิ ช่วยแก้อาการปวด  แก้อาการรูิสึกหดหู่  แก้อักเสบ  ฆ่าเชื้อโรค  ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน  ปัสสาวะปกติ ขับเสมหะ  บำรุงหัวใจ   ให้กลิ่นหอมสดชื่น ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน ละมุนละไม จึงมีฤทธิ์ในการกระตุ้นกำหนัด ใช้เป็นส่วนสร้างบรรยากาศในการรักษาโรคสมรรถภาพทางเพศ


ในตลาดน้ำมันหอมระเหยทั่วไป  น้ำมันหอมระเหยมะลิมี 2 เกรดใหญ่ คือ น้ำมันหอมระเหยมะลิที่เป็น absolute   มีลักษณะเป็นยางเหนียวสีน้ำตาล  มีกลิ่นหอมแรง  เป็นน้ำมันที่มีราคาสูงมาก  อีกเกรดคือน้ำมันหอมระเหยมะลิเจือจาง  เป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมะลิเกรด absolute มาเจือจางกับตัวทำละลายให้มีความเข้มข้นประมาณ 5-10%  อย่างไรก็ตามน้ำมันหอมระเหยมะลิทั้ง 2 เกรดนี้ถือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติเช่นเดียวกัน  ซึ่งในการนำไปใช้นั้นจะนำไปใช้โดยตรงไม่ได้ ต้องนำไปเจือจาง หรือผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น  น้ำ  น้ำมันนวด  โลชั่น  ครีม อีกครั้ง


อาหารหน้าร้อน ที่รับประทาน แล้วเย็น หอมชื่่นใจ  หนีไม่พ้น ข้าวแช่  ที่ใช้ดอกมะลิอบเม็ดข้าว  และราดน้ำลอยดอกมะลิ หอมเย็นชื่นใจ

ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าทำไม ดอกไม้วันแม่ต้องเป็นดอกมะลิอยู่ดี   แต่ที่รู้ก็คือว่าทั้งพระคุณแม่ ที่ดูแลลูกๆ อย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ  นอกจากจะต้องการให้ลูก ปลอดภัย แข็ง และมีแต่ความสุข และทั้งดอกมะลิที่มีคุณค่าให้คนที่ได้เห็นได้กลิ่นรู้สึกสดชื่น  มีความสุขใจ  และยังช่วยดูแลสุขภาพให้แข็ง เช่นกัน

*************************

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ถ้าเป็นวิตามินแห่งความงามต้อง ยกให้ Pantothenic acid

SALE-BRATION- UP TO 60% OFF + 10% off

วิตามินแห่งความงาม Pantothenic Acid


กรดแพนโทเทนิค  (Pantothenic acid) หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ วิตามิน B5  นั้นเป็นวิตามินที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางมากที่สุด  รองลงมาคือ อาหารเสริมที่ใช้สำหรับลดความน้ำหนัก  และ ยารักษาโรคขาดวิตามิน B

กรดแพนโทเทนิค ที่ใช้ผสมในเครื่องสำอาง จะอยู่ในฟอร์มที่เป็น D-Panthenol  นิยมใช้ในเครื่องสำอางที่ใช้บำรุงผิวและเส้นผมมากกว่า เนื่องจาก  D-Panthenol  มีสมบัติ surfactant effect สูง ทำให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี  ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว จึงทำหน้าที่เป็น skin protective agent  ในผลิตภัณฑ์ประเภท after-sun  ซึ่งกรดแพนโทเทนิคจะเป็นตัวเสริมวิตามินในผิวที่ถูกแสงแดดทำลาย

ในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม กรดแพนโทเทนิคทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นและช่วยปรับสภาพเส้นผม ป้องกันและซ่อมแซมเกล็ดเส้นผมจากการถูกทำลายด้วย สารเคมี ความร้อน และ แสงแดด จากการย้อมผม  การเป่าผม  การแปรงผม

ในทางการแพทย์ กรดแพนโทเทนิค ยังช่วยสมานแผลหลังการผ่าตัดได้ดี โดยไปกระตุ้นให้เซลล์เนื้อเยื่อเจริญเติบโตเต็มที่จนสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้  ทำให้อาการอักเสบและบวมแดงลดลง


ปัจจัยใดที่ร่างกายต้องการกรดแพนโทเทนิค


ปริมาณกรดแพนโทเทนิคที่  RDI แนะนำ  คือ  วันละประมาณ  200  ไมโครกรัม  แต่โดยปกติแล้วร่างกายไม่ค่อยขาดวิตามินนี้  ยกเว้นคนที่ขาดอาหารและวิตามิน B อย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายมีระดับของวิตามินนี้ลดลงถึง 25-30%      นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานยาเม็ขึ้ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน ก็อาจมีผลทำให้ร่างกายต้องการวิตามินนี้มากขึ้น

อาหารที่มีกรดแพนโทเทนิค

วิตามิน B5 นี้พบได้ทั่วไปในพืช สัตว์ และจุลินทรีย์    พืชสีเขียวส่วนมากและจุลินทรีย์โดยเฉพาะยีสต์มีวิตามินนี้มากที่สุด   พืช ยีสต์และจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กสามารถสังเคราะห์วิตามินนี้ได้จากกรดคีตอยส์โววาเลอริค (ketoisovaleric acid)  และกรดแอสปาร์ติค (aspartic acid)

สำหรับในพืช สามารถพบวิตามินนี้ได้มากในเมล็ด (เช่นเมล็ดถั่ว 100 กรัม จะมีวิตามินนี้ประมาณ 2-5 มิลลิกรัม   ละอองเกสรดอกไม้ 100 กรัม  จะมีวิตามินนี้ประมาณ 3 มิลลิกรัม  ธัญพืช 100 กรัม  จะมีวิตามินนี้ประมาณ 1-2 มิลลิกรัม  ถ้าเป็นเมล็ดกำลังงอกจะมีปริมาณมากขึ้น) รองลงมาคือในผักและผลไม้ 

ผักใบเขียว  100  กรัม มีวิตามินนี้ประมาณ 0.1-0.5 มิลลิกรัม ขณะที่ผลไม้ 100 กรัม  มีวิตามินนี้น้อยกว่า 70 มิลลิกรัม  ผักที่มีวิตามินนี้มากเช่น บรอคโคลี่  ถั่ว  เห็ด  มันเทศ  อโวกาโด  อย่างไรก็ตามพบว่าการแปรรูปมีผลทำให้สูญเสียวิตามินนี้ไป ดังนั้นจึงควรบริโภคผักและผลไม้ที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด  สำหรับแหล่งวิตามินในเนื้อสัตว์ ได้แก่ ไข่แดง  ตับ และไต

กรดแพนโทเทนิค หรือวิตามิน B5 ในอาหารจะพบอยู่ในรูปของ โคเอนไซม์ เอ (coenzyme A)  เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าสู่ระบบการย่อยในลำไส้เล็ก  โคเอนไซม์ เอ จะถูกย่อยสลายด้วยเอนไซม์ในลำไส้เล็กกลายเป็น กรดแพนโทเทนิค ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  และถูกนำไปใช้ในเนื้อเยื่อต่างๆ   ในกระแสเลือดจะมีวิตามินนี้เพียง 1 มิลลิกรัมต่อเลือด 1 ลิตรเท่านั้น  เมื่อวิตามินถูกดูดซึมเข้าสู่ภายในเซลล์เนื้อเยื่อ  กรดแพนโทเทนิค จะรวมตัวกลายเป็น โคเอนไซม์ เอ  อีกครั้ง

ส่วนวิตามินที่ไม่ถูกดูดซับเข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อจะถูกเก็บสะสมไว้ในตับ  ต่อมหมวกไต  ไต  สมอง  อัณฑะ  และ ส่วนที่ไม่ถูกเก็บสะสมร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะ 70% และอุจจาระ  30%

กรดแพนโทเทนิค จะออกฤทธิ์เสริมกันกับ วิตามิน B1  วิตามิน B2  วิตามิน B12  วิตามิน C  กรดโฟลิค  Biotin  และ Niacin   และเสริมฤทธิ์ในการลดไขมัน เมื่อใช้ร่วมกับกรดไนโคตินิค  (nicotinic acid) หรือ สารยับยั้งเอนไซม์ HMG-coA reductase inhibitors   แต่การใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์


รูปแบบที่ถูกนำมาใช้เป็นยาและอาหารเสริม


ด้วยคุณสมบัติการออกฤทธิ์ทางด้านสุขภาพและความงาม  กรดแพนโทเทนิคจึงถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริมและยารักษาโรค  โดยมีการใช้ในฟอร์มต่างๆดังนี้

- เกลือแคลเซียม  หรือ calcium pantothenate USP/Racemic  clcium pantothenate USP
   รูปแบบนี้มีความคงตัวสูงกว่ารูปแบบอิสระ  และสามารถละลายน้ำได้ดี   เมื่อเข้าสู่ร่างกายจึงแตกตัวเป็นกรดแพนโทเทนิคอิสระ
- รูปที่เป็น Panthenol USP
   รูปแบบนี้มีความคงตัวต่ำในสภาวะที่เป็นกรด (พีเอช 3-6)  แต่สามารถถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหารได้ดี
-รูปที่เป็น Dexpanthenol USP
  รูปแบบนี้ใช้เป็นยารักษาโรคลำไส้เล็กไม่ทำงาน (paralytic ileus)  และภาวะอาการหลังผ่าตัดลำไส้เล็ก    และมักใช้ร่วมกับ โคลีน (choline) เพื่อลดอาการท้องอืด



 --------------------------------------------
Thai RDI (Thai Recommended Daily Intakes) หมายถึง ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี 

อ้างอิง
1. Combs, Gerald. The Vitamins: Fundamental Aspects in Nutrition and Health. Burlington: Elsevier Academic Press, 2008.
2. Tahiliani A.G. and Beinlich, C.J. Pantothenic acid in health and diesease. Vitamins and Hormones, 46: 165-228.